เมื่อชีวิตคนเราต้องการพักผ่อนในแบบสบายๆ ธรรมชาติจะเป็นสิ่งที่บำบัดเราได้เป็นอย่างดี และเราก็เจอสถานที่แห่งหนึ่ง นั่นคือบางกะเจ้า..มีพื้นที่คล้ายกระเพาะหมู อยู่ไม่ไกลนัก มันเป็นเสมือนปอดของกรุงเทพฯ ฟอกอากาศที่สดชื่นให้กรุงเทพฯ แต่อยู่ในพื้นที่สมุทรปราการ...โอ๊ย! อยากไปอยากไป แต่ก็ไม่รู้จะมีใครไปกับเราไหม ที่สำคัญเราก็ไม่ใช่นักปั่นด้วยสิเราจะไปได้ไหม จะได้ไปตอนไหนล่ะค่ะ...คำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่เราก็มีความตั้งใจที่จะไป และมันต้องได้ไปสิค่ะ


และแล้วปลายพ.ค.ที่ผ่านมานี้เราก็ได้ไปจนได้...ด้วยคำว่า..โปรเจ็คง้อ...55555อาจสงสัยแต่เราขอให้มันเป็นชื่อระหว่างเราและคนพาไปล่ะกานนะคะ...เรามาเริ่มต้นการไปเที่ยว..บางกะเจ้า..อย่างชิลล์กานดีกว่าค่ะ


จากรีวิวอื่นๆ อาจไปกันแต่เช้า..เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ แต่สำหรับเรา..ชิลล์งัยค่ะก็กว่าเจ้าของโปรเจ็คจะมารับ เลยกว่าจะได้เดินทาง ก็สายแล้วล่ะค่ะ เริ่มต้นไปที่วัดคลองเตยนอกซึ่งมีท่าเรือข้ามฟากอยู่ตรงนั้น เราต้องนั่งเรือข้ามไปอีกฝั่ง ความรู้สึกแรกคิดว่าท่าเรือเล็กๆ จะมีเรือข้ามฟากด้วยเหรอ คนคงเยอะ แต่พอไปถึงซื้อตั๋วเสร็จรอเรือ...พอเรือมาถึง..เราตกใจ เรือหางยาวลำเล็กมาก เลยไม่ทันได้ถ่ายรูป แต่พอลงไปนั่ง..ความรู้สึกชิลล์มากมายเลยค่ะ..และโชคดีที่นั่งกันแค่สองคนด้วย


ความรู้สึกชิลล์ที่เกิดขึ้นจาก การที่เราได้นั่งเรือล่องลำเล็กๆ ค่อยแล่นผ่านกลางแม่น้ำอย่างใกล้ชิด ลมเย็นสบายสายน้ำกระเด็นบ้างเล็กน้อยแต่ความรู้สึกที่ได้รับมันมากมายจนเราคิดว่า..ทุกคนน่าไปสัมผัสด้วยตัวเองกันนะคะนั่งเรือกันไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงอีกฝั่ง..ท่าเรือกำนันขาว..เราก็งง..ถึงบางกะเจ้าแล้วเหรอ แต่พอเห็นป้าย Welcomeใช่เลย..เราถึงบางกะเจ้าแล้วจริงๆค่ะ


แล้วเราก็เจอจักรยานมากมายจอดอยู่ให้เช่าราคาไม่แพง พร้อมแผนที่ท่องเที่ยวในบางกะเจ้า...บอกตรงๆเราไม่ได้ปั่นจักรยานมานานมาก ถามว่าจะปั่นได้ไหมจะซ้อนหรือจะปั่นดีล่ะ...คำถามเกิดขึ้น??? แต่พอดูแผนที่..ก็ดูเหมือนแต่ละที่จะไม่ไกลกันเท่าไหร่ น่าจะไหวนะ..ด้วยความซ่าและอยากชิลล์ด้วยตัวเอง..ก็ต้องปั่นเองสิค่ะ


เมื่อจักรยาน 2 คันพร้อม เราก็ไปกันเลยค่ะ เค้าให้เรานำทางด้วย...จะหลงไหม..แผนที่มีอย่าไปกลัว..ปั่นไปแรกก็สนุกดีค่ะ อากาศสบายๆ แม้จะใกล้เที่ยง แต่พอปั่นไปเรื่อยๆเหงื่อเริ่มออก..หยิบแผนที่มาดูทำไมตลาดบางน้ำผึ้งถึงไกลขนาดนี้ จากที่ตอนแรกไม่หิวตอนนี้อยากเหมาทั้งตลาดเลยล่ะค่ะ


เป้าหมายการเที่ยวในวันนี้มีมากมาย เริ่มต้นกันที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งบ้านธูปหอมสมุนไพร บ้านที่ทำผ้ามัดย้อม ร้านกาแฟในสวน พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทยสวนสาธารณะศรีนครเขื่อนขันธ์ และที่สำคัญ Bangkok Tree House…ฯลฯ ..แล้วแต่ว่าเวลาจะเหลืออีกหรือไม่...เราก็ปั่นไปเรื่อยๆๆนำทางตลอด เสียงจากคนข้างหลังจะคอยบอกว่า ระวังรถ อย่าปั่นกลางถนนชิดริมหน่อย อย่าเบรคตอนขึ้นเนิน...55555มันคงรู้สึกดีตรงนี้แหล่ะค่ะ...นอกเรื่องไปนิดนึง


และแล้วเราก็ถึงตลาดบางน้ำผึ้งด้วยเสียงเพลง ที่เหมือนเรียกผู้คนในละแวกนั้น และเราด้วยให้เข้ามาฟังพอเข้ามาก็เห็นผู้สูงอายุนั่งฟังดนตรีกันเต็ม ณ ลานดนตรีบางน้ำผึ้งแห่งนี้..ตลาดนี้ขึ้นชื่อเรื่องของกินมากมาย มีหลากหลาย จนไม่รู้จะทานอะไร เราเลือกทานก๋วยเตี๋ยวเรือกับแคปหมู..แล้วค่อยเดินไปหาอย่างอื่นทานต่อไปก็ละลานตามากมาย แล้วไปจบที่ไข่หมึกย่างใบตอง..อร่อยดีนะคะ เดินเล่นไปเรื่อยๆ แวะเข้าห้องน้ำแล้วก็เตรียมน้ำดื่มเพื่อเดินทางกันต่อไป









เส้นทางตามแผนที่ ตามป้ายบอกทาง หรือไปตามความรู้สึก มันเกิดขึ้นพร้อมกันจนเราต้องปรับเส้นทางที่จะไปเอง เพราะพอปั่นจริงๆมันก็ไกลพอสมควร ด้วยอากาศที่ร้อนแต่ก็พอมีลมบ้าง และเราก็ไม่ได้ปั่นจักรยานมานานมากแถมไม่ใช่คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอด้วย แต่เราก็สู้นะคะ เพราะคิดว่าเมื่อเราอยากมาสัมผัสธรรมชาติและสถานที่ต่างๆที่จะไปถึงมันคงสวยงาม แต่กว่าจะถึงสถานที่ต่างๆ ก็เราก็ไม่พลาดที่จะซึมซับบรรยากาศธรรมชาติ หรือบ้านเรือนผู้คนระหว่างทางเพราะมันเหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยมากเท่าไหร่


เราปั่นจนเพลินเลยและหลงตามระเบียบจึงเปลี่ยนแผนไป BangkokTree House เลยล่ะกัน ซึ่งทางที่ไปมันเป็นเส้นทางเล็กๆ และแคบไปเรื่อยๆแถมยังมีผู้คนเดินกันเป็นระยะๆ อีกด้วย จึงต้องอาศัยการทรงตัวเข้ามาช่วยพร้อมกับสองขาที่คอยค้ำไม่ให้ล้มกว่าจะถึงก็เล่นเอาลุ้นอยู่เหมือนกัน และเราก็มาถึงร้านสวยน่ารักน่านั่งพักมากมายสมคำเล่าลือ แต่คนก็เยอะมากเช่นกัน เลยเดินไปอีกนิดก็เห็นป้ายร้านพบรัก ณ บางน้ำผึ้ง เราก็เลยลองเดินไปดูที่นั่นก่อน ซึ่งมันก็ไม่ไกลกันมาก เป็นร้านที่น่ารัก สไตล์ต่างกัน ติดริมน้ำมากกว่า แต่คนก็เยอะไม่ต่างกัน เราจึงตัดสินใจย้อนกลับมาที่ BangkokTree House อีกครั้ง เพื่อดูที่นั่งและพักร่างในห้องแอร์ ด้วยการหม่ำขนมและเครื่องดื่มให้ชื่นใจก่อนที่จะเดินทางกันต่อไป










และเราก็เดินทางกันต่อเพราะกลัวว่าจะไม่ทันเที่ยวอีกหลายที่ ขากลับเรารีบปั่นจนเลยทางเข้าอีกตามเคยทำให้เราอดไปบ้านธูปหอมสมุนไพร และบ้านผ้ามัดย้อม เพราะถ้าย้อนกลับไปก็กลัวจะเสียเวลาเราเลยคิดว่ามันต้องมีครั้งต่อไป เราก็เลยมุ่งหน้าไปที่พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทยซึ่งมันจะเป็นเส้นเดียวกับสวนสาธารณะศรีนครเขื่อนขันธ์ แต่เราก็เลยไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์กันก่อนเพราะกลัวว่าจะปิดซะก่อน


พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทยก็แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องปลากัด ที่น่าจะหาดูได้ยาก เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เลี้ยงดู ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ที่เราไม่เคยเห็นมันก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ในยุคสมัยนี้หาชมได้ยากมาก และสิ่งหนึ่งเราเกิดข้อสงสัย คือทำไมต้องเอาก้อนอิฐมากั้นระหว่างขวดโหล ซึ่งตอนแรกเราก็คิดว่า คงเหมือนคำพูดที่เขาว่าจ้องตากันเหมือนปลากัดเดี๋ยวก็ท้อง มันไม่ใช่เลย ปลากัดถ้ามันเห็นหน้ากันมันจะสู้กันต่างหาก แล้วมันก็จะเหนื่อยเขาเลยอยากให้มันมีชีวิตที่สบายๆในที่ของตัวเองจึงนำก้อนอิฐมาวางคั่นระหว่างขวดโหล และในบริเวณพิพิธภัณฑ์นี้ก็ร่มรื่นมากๆมีร้านกาแฟ ขายของที่ระลึก มีบ้านเรือนไทยสวยงาม มีป้ายบอกประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์ประวัติของพื้นที่บางกะเจ้านี้ และเหมือนจะมีจุดที่ให้เช่าถ่าย Pre wedding ด้วยนะคะ










พอออกจากพิพิธภัณฑ์ปลากัดไทยเราก็ย้อนกลับไปที่สวนสาธารณะศรีนครเขื่อนขันธ์ที่คิดว่ามันน่าจะร่มรื่นที่สุดในช่วงเย็นนี้ แต่ก่อนจะเข้าไป เราก็เจอกับสะพานข้ามที่ขอบอกว่า..ต้องใช้แรงปั่นอย่างมากมายเพราะมันสูงชันมากสำหรับมือใหม่หัดปั่นอย่างเรา และพอปั่นข้ามผ่านมันไปได้..เข้าไปสัมผัสธรรมชาติและอากาศในสวน เราก็ไม่ผิดหวัง มันร่มรื่นมาก เส้นทางน่าปั่นมากสวยงามในทุกๆ มุม มีผู้คนมากมาย เข้ามาเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานกันหลากหลายแบบหลากหลายสไตล์ หลากหลายวัย เราก็ปั่นไปเรื่อยๆ จนมาถึงจุดพักชมวิวที่สวยงาม ตอนแรกก็แค่คิดว่า มันจะสวยตรงไหนพอเดินขึ้นไปชม แล้วถ่ายรูปลงมา มันเป็นจุดที่เราเข้าใจเลยว่า..ทำไมทุกคนถึงต้องหยุดพักกันที่นี่ และอยากจะบอกว่า..ทุกคนห้ามพลาดในการพักชมและถ่ายรูป ณ จุดนี้อย่างเด็ดขาด















แล้วเราก็ปั่นกันต่อไป..คราวนี้สิมีผู้ร่วมปั่นมากมาย ก็ตามๆ กันไป เพราะ ณจุดนั้น แผนที่ก็ไม่มี ป้ายก็ไม่มีบอก อาศัยใครปั่นไปทางไหนเยอะ เราก็ไปมันเป็นเส้นทางเหมือนเข้าป่า ทางลูกรัง มีก้อนหินก้อนดิน รากไม้ ทางแคบมากมาย ทำให้ต้องระวังและมีสมาธิกับการปั่นพอสมควรซึ่งปั่นไปก็แอบคิดว่า.. นี่ใช่ไหม ที่เขาว่ากันว่าชีวิตคนเรามันต้องมีอุปสรรคบ้าง และพอปั่นไปแล้วมาเจอทางเรียบ..นั่นเหมือนสวรรค์มันคือเส้นทางที่สวยงามจริงๆ แล้วเราก็ปั่นมาเจอทางออก แต่ด้วยมือใหม่หัดปั่นอย่างเราปั่นมาเกือบทั้งวัน และปั่นมาหลากหลายเส้นทางกำลังขาเริ่มหมด ทำให้เราต้องหยุดพักก่อนที่จะปั่นข้ามสะพานอันสูงชันกลับออกไป โดยให้คนๆอีกคนปั่นออกไปก่อน พอข้ามผ่านมาขามันก็เริ่มล้า จนเกือบล้มแต่ด้วยความรู้สึกที่อยากพักและยังมีคนๆ หนึ่งที่รอเราอยู่ เราก็ต้องไปให้ถึง เราเริ่มปั่นช้าลง จนทิ้งห่างแต่ก็ยังมีคนวนกลับมาหาแล้วก็รอให้เราปั่นไปข้างหน้าเหมือนอย่างเคย


จนสุดท้ายเราก็มาถึงท่าเรือด้วยเวลาที่เฉียดฉิวมากเพราะท่าเรือก็ใกล้จะปิด แต่ขากลับนี่มีคนมารอเรือเยอะมาก กว่าจะได้ลงเรือไปกันทีก็เต็มลำ พอกลับขึ้นฝั่งได้..ความรู้สึกคือ อยากพักขามากมาย แต่มันก็ทำให้เรารู้ว่าถ้าอะไรที่เราตั้งใจ จะเหนื่อยแค่ไหน เราก็จะผ่านมันไปได้ และสถานที่ท่องเที่ยวนั้นจะสวยงามเสมอเพราะเรามีคนข้างๆ ร่วมสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน งานนี้ภาพอาจมีน้อยเพราะต้องปั่นตลอดเส้นทาง ขอบคุณโปรเจ็คการท่องเที่ยวในครั้งนี้และหวังว่าเราจะได้กลับมาใหม่ แล้วเราก็จะมาแชร์ความชิลล์กันอีกนะคะ^_^


0 Comment

  1. Login First

    Comment

Same from TuAlisa 's share

  • 2
  • 2
  • 18266
  • 5
  • 4
  • 2097
  • 1
  • 5
  • 2396
  • 7
  • 6
  • 3654
  • 2
  • 5
  • 2789
  • 6
  • 6
  • 3352
  • 0
  • 1
  • 2830
  • 0
  • 2
  • 3535
  • 0
  • 1
  • 1694
  • 0
  • 4
  • 4652
  • 0
  • 3
  • 1795
  • 1
  • 3
  • 2166
  • 1
  • 2
  • 3950
  • 1
  • 3
  • 2583
  • 0
  • 1
  • 2461
  • 1
  • 1
  • 2175
  • 0
  • 0
  • 2786
  • 0
  • 2
  • 2111
  • 2
  • 2
  • 2634
  • 0
  • 5
  • 2359
  • 2
  • 2
  • 2466
  • 4
  • 7
  • 3017

Keyboard Shortcuts: L OR F like

กลับสู่ด้านบน