เที่ยวเชิงนิเวศน์เพราะเรารักษ์ป่า - ชุมชนห้วยหินลาด เชียงราย
คุยกันได้ที่นี่ครับ
https://www.facebook.com/derndoidiary/
---------------
วันนี้พาไปเที่ยวเชิงนิเวศน์ครับ
ชุมชนที่กำลังจะพาไปชม(อ่าน)นี้เคยได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ได้ขึ้นนิตยาสาร National Geographic และอื่นๆอีกมากมายเลยครับ
ทำไมได้เป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติน่ะหรือ ลองไปอ่านดูครับ

---------------------------------------

เรากำลังอยู่หมู่บ้านห้วยหินลาดในกันครับ
ผมเชื่อว่าหากคุณมาหมู่บ้านนี้คุณจะหลงรักเช่นเดียวกับพวกผม
หมู่บ้านห้วยหินลาดในเป็นหนึ่งในชุมชนห้วยหินลาด อันประกอบด้วยสามหมู่บ้านคือห้วยหินลาดใน ห้วยหินลาดนอก และผาเยือง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งเพียงสามหย่อมบ้านสามารถดูแลป่าได้ประมาณ 24,000ไร่อันเป็นต้นกำเนิดของลำห้วยจำนวน 14 สายเลยทีเดียว
ลองคิดดูว่าในชีวิตนี้เราดูแลป่าหรือปลูกต้นไม้กันกี่ต้น และเราช่วยโลกกันมากน้อยแค่ไหน
...ลองคิดเล่นๆกันดูนะครับ ...


สำหรับตัวผมเองเคยมีโอกาสปลูกป่ามาบ้าง นอกจากนั้นก็แทบไม่ค่อยได้ช่วยเหลือสังคมในการดูแลป่าเลยซึ่งแตกต่างกับที่นี่มาก
ชุมชนห้วยหินลาดช่วยกันดูแลป่าและปกป้องผืนป่าจากภัยต่างๆมายาวนานพ่อหลวงบ้านห้วยหินลาดในเล่าให้พวกเราฟังว่า "ปีนี้เราเข้าป่าเพื่อดับไฟและทำแนวกันไฟกันถึงสิบวัน"ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่อาจจะเป็นผลมาจากการฝีมือมนุษย์เพื่อล่าสัตว์ อาจเป็นผลมาจากความร้อนที่นับวันยิ่งสูงขึ้นหรืออาจเป็นผลจากการเผาป่าของคนบางคนเพื่อของงบสนับสนุนจากการดับไฟชุมชนนี้ก็เต็มใจและยินดีปกป้องผืนป่านี้อย่างเต็มที่ ช่วยกันดับทั้งๆที่เครื่องไม้เครื่องมือมีไม่เพียงพอด้วยซ้ำ บางคนมีเพียงแกลลอนใส่น้ำบ้างก็ใช้เพียงไม้กวาดทางมะพร้าว แต่ด้วยความตั้งใจช่วยปกป้องผืนป่าและธรรมชาติชุมชนห้วยหินลาดก็สามารถควบคุมไฟป่าได้
ได้ยินพ่อหลวงเล่าผมก็แอบปรบมืออยู่ในใจ และแสดงออกด้วยการชื่นชมและรอยยิ้ม


พ่อหลวงยังเล่าให้ฟังอีกว่าในช่วงระวังไฟชุมชนต้องส่งคนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเยาวชนผู้รักบ้านเกิดไปนอนเฝ้าป่าอีกทั้งที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ดังนั้นเมื่อเกิดไฟป่าที่คณะนอนเฝ้าป่าไม่สามารถดับได้คณะเฝ้าป่าจึงต้องส่งม้าเร็วเดินทางลัดเลาะป่ามาแจ้งข่าวให้ชุมชนทราบเพื่อระดมพลไปบรรเทาไฟป่าทันทีนั่นเป็นงานหนักเลยทีเดียว
สิบกว่าวันที่ต้องไปดับไฟและเฝ้าระวังสำหรับผมมันมีค่ามากซึ่งจะเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก หากไฟป่าแต่ละครั้งเป็นผลมาจากน้ำมือมนุษย์
ผู้ที่ก่อไม่ได้มาดับผู้มาดับไม่ได้เป็นผู้ก่อ
ซ้ำร้ายกว่านั้นหลายคนยังมีอคติกับชาวปกาเกอะญอที่เรามักได้ยินเสมอว่าการเผาไร่หมุนเวียนเป็นสาเหตุหลักของปัญหาหมอกควันในภาคเหนือหรือพื้นที่บริเวณใกล้เคียงซึ่งมีแต่คนตั้งข้อสังเกต ตั้งข้อสงสัย และจับตามองทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าไร่หมุนเวียนคืออะไรชาวปกาเกอะญอเผาเพื่อทำไร่หมุนเวียนไปเท่าไหร่และคนอื่นๆได้อะไรจากไร่หมุนเวียนเลยด้วยซ้ำ
ไม่เคยรู้เลย...แต่ตัดสินไปแล้วว่าปัญหาหมอกควันเป็นความผิดของคนทำไร่หมุนเวียนไปแล้ว
ผมได้คุยกับผู้ใหญ่บ้านและเยาวชนชุมชนห้วยหินลาดในอีกทั้งดูสารคดีที่ชุมชนถ่ายขึ้นมาเองเกี่ยวกับระบบไร่หมุนเวียนจึงพอสรุปได้ว่าไร่หมุนเวียนคือไร่ที่ปลูกข้าวและพืชอาหารหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกันหลายครอบครัวผสมเมล็ดพันธุ์ข้าวกับเมล็ดพันธุ์พืชอื่นๆเข้าด้วยกันและหยอดไว้ในหลุมเดียวกันนั่นแปลว่าชาวปกาเกอะญอได้พืชอาหารหลากชนิดเลยทีเดียวสำหรับการใช้ประโยชน์จากระบบไร่หมุนเวียนนั้นจะใช้ที่ดินเพียงปีเดียวแล้วปล่อยให้พื้นดินได้ฟักฟื้น ทำให้ดินและป่าฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง จากนั้นอีก 6-10 ปีจึงกลับมาเพาะปลูกแปลงเดิมอีกครั้ง



พ่อหลวงบ้านยังได้ให้หนังสือ"วิถีการผลิตในระบบวนเกษตรและการจัดการป่าชุมชนกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและการสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชนกะเหรี่ยงในภาคเหนือของประเทศไทย"กับพวกเราทั้งนี้จากการศึกษาของมูลนิพัฒนาภาคเหนือและชุมชนห้วยหินลาดด้วยการสนับสนุนจากอ๊อกแฟมเกรท บริเทน พบว่าจากพื้นที่ในระบบไร่หมุนเวียนของชุมชนห้วยหินลาดซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1590 ไร่ มีเพียง 150 ไร่ทีถูกเปิดใช้ในแต่ละปีนั่นแปลว่ามีเพียง 150 ไร่ที่ถูกเผาเพียงหนึ่งครั้งต่อปี
การถางป่าและการเผาถูกทำอย่างระมัดระวังและมีการเฝ้าดูเสมอโดยชาวปกาเกอญอจะตัดไม้ยืนต้นให้เหลือโคนต้นไว้เพื่อไม่ให้ต้นนั้นตายซึ่งภายหลังกิ่งก้านรุ่นใหม่ก็จะแตกออกมาจากตอนั้นและแต่ละครอบครัวระมัดระวังในการเผาอย่างดี ไม่ให้ลุกลามขึ้นไปพื้นที่ป่าหรือพื้นที่อื่นๆ
เขาตัดจริงเขาเผาจริงแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการเก็บกักคาร์บอนของระบบไร่หมุนเวียนและป่าชุมชนที่พวกเขาช่วยกันดูแล
จากการวิจัยในหนังสือที่ได้กล่าวถึงข้างต้นพบว่าขีดความสามารถในการเก็บกักคาร์บอนของป่าชุมชนสามารถดูดซับคาร์บอนได้มากถึง 720,627ตัน หากคิดเฉพาะไร่หมุนเวียนที่ครอบคลุมพื้นที่ 1590 ไร่สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง 17,643 ตันในขณะที่ทำให้เกิดการสูญเสียคาร์บอนจากการเผาไร่ในระบบไร่หมุนเวียนเพียง 476 ตันเท่านั้นเอง
นับได้ว่าพวกเขาคือหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ช่วยให้เรามีอากาศบริสุทธิ์ให้สูดเข้าปอด
เราเอาแต่โทษโน่นนี่นั่นเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ลองคิดดูเล่นๆเราเป็นส่วนหนึ่งของรักษาป่าไม้ให้โลกใบนี้ไหมเราเคยปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มการเก็บกักคาร์บอนไหมเราเคยต่อต้านอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศไหม
...ลองคิดดู…
(เที่ยวบนดอย https://www.facebook.com/derndoidiary/)


0 Comment

  1. Login First

    Comment

Same from bondoi 's share

  • 2
  • 5
  • 2417
  • 6
  • 6
  • 3136
  • 0
  • 1
  • 2640
  • 0
  • 2
  • 3308
  • 0
  • 1
  • 1551
  • 0
  • 4
  • 4434
  • 0
  • 3
  • 1694
  • 1
  • 3
  • 2020
  • 1
  • 2
  • 3693
  • 1
  • 3
  • 2370
  • 0
  • 1
  • 2165
  • 1
  • 1
  • 1990
  • 0
  • 0
  • 2567
  • 0
  • 2
  • 1973
  • 2
  • 2
  • 2463
  • 0
  • 5
  • 2179
  • 2
  • 2
  • 2283
  • 4
  • 7
  • 2812
  • 0
  • 1
  • 1033
  • 0
  • 2
  • 859
  • 0
  • 1
  • 1790

Keyboard Shortcuts: L OR F like

กลับสู่ด้านบน