“สบายดี” ค่ะสบายดีไม่ได้ป่วย เย้ย!!! ไม่ช่ายยยยย
สบายดีคือคำว่าสวัสดีในภาษาลาว เกริ่นมาขนาดนี้ก็ไม่ต้องบอกละว่าจะไปไหน
ทริปนี้เราจะพาท่านผู้อ่านเข้าสู่การเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของเรา
เราตื่นเต้นแต่ไม่รู้คนอื่นจะตื่นเต้นตามเรารึเปล่า 555555
และที่ตื่นเต้นเข้าไปอีกคือเราต้องขับรถไป คือถ้าไปรถทัวร์หรือเครื่องบินอาจจะไม่ตื่นเต้นเท่านี้
นี่ขับรถจะเข้าได้มั้ยตอนผ่านด่านจะเป็นไง เอกสารจะครบมั้ย
ขับไปโดนตำรวจลาวจับจะว่าไง (เคยอ่านเจอว่าด่านเยอะ โดนทุกด่านกว่าจะถึงตัวบอสก็โดนไปหลาย)
แล้วถ้ารถเสียอ่ะในป่าในเขาทำไง บ้านเค้าจะมีร้านซ่อมรถเยอะเหมือนบ้านเรามั้ย
โอ๊ยสารพัด แต่ก็แค่นั้นแหละมันก็แค่เพิ่มความตื่นเต้นให้กับการเดินทางครั้งนี้
แต่ไม่ได้สามารถทำให้เรากลัวกับการเดินทางได้ เพราะการเดินทางถ้าไม่ตื่นเต้นมันจะสนุกได้ยังไง

.....

ที่จริงไปมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว ทริปนี้ค่อนข้างดองเต็มเพราะช่วงนั้นรีวิว วังเวียง เยอะมว๊ากกกกก
ก็เลยถอยทัพก่อนดีกว่ากะว่าจะไม่่ทำแล้ว
แต่เราเห็นว่าส่วนใหญ่ก็มักเป็นการเดินทางโดยรถโดยสาร รถไฟ เครื่องบิน
แต่ในส่วนของเราขับรถไปก็เลยคิดว่าอยากทำไว้เผื่อใครที่อยากลองขับรถเที่ยวเอาไว้เป็นข้อมูลได้บ้าง
จริงๆแล้วตอนก่อนไปเราก็หาข้อมูลเรื่องการขับรถไปลาวก็ยังมีรีวิวไมม่มากนัก ก็เลยตัดสินใจทำ
จริงๆก็อาจจะบวกกับความเกียจคร้านของเรานั่นเอง แหะๆ

.....

และต้องบอกไว้ก่อนว่ารีวิวนี้รูปเยอะมากมายมหาศาลเลยค่ะ
ทีแรกจะคัดออกบ้าง แต่ก็ตัดสินใจลงไปเหอะ คิดว่าถ้าใครหาข้อมูลจะได้เห็นภาพเยอะๆ
ประมาณว่าไม่ต้องไปก็เห็นหมดแล้วอ่ะ 55555555





การเตรียมตัวก่อนเดินทาง
เนื่องจากเราเดินทางโดยการขับรถยนต์ส่วนตัวไปดังนั้นเอกสารต่างๆ ที่เป็นของคนเดินทางแล้ว
ก็ต้องเตรียมเอกสารสำหรับรถคู่ใจของเราด้วย
1. พาสปอร์ตคนหรือบัตรผ่านแดน อันนี้วิธีทำส่วนมากคงทราบกันดีอยู่แล้ว
2. พาสปอร์ตรถยนต์ ส่วนนี้เราต้องเดินทางไปทำที่สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ค่ะ
เราไปทำที่สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่บางขุนเทียนใช้เวลาทำประมาณ 1.15 นาที
โดยต้องเตรียมเอกสารดังนี้
2.1 เล่มทะเบียนรถต้องไม่ค้างชำระภาษีจัดการต่อภาษี ให้เรียบร้อยก่อนไปทำนะคะจะได้ไม่เสียเวลา
2.2 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ใช้แสดงแทนบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถ
2.3 หนังสือมอบอำนาจ (กรณีเจ้าของรถไม่ได้ไปทำเอง)
หลังจากนั้นก็ไปรับบัตรคิวรอได้เลยค่ะทำเรื่องก็ง่ายๆเดี๋ยวเจ้าหน้าที่เค้าก็เรียกเราเอง ทำตามเจ้าหน้าที่บอก
ค่าเล่มพาสปอร์ตราคา 55 บาทพร้อมสติ๊กเกอร์ตัวอักษร T สองแผ่นสำหรับติดที่กระจกด้านหน้าและด้านหลัง
และป้ายทะเบียนสากลจะเอาหรือไม่เอาก็ได้ 200 บาท แต่ป้ายต้องมารับหลังจากนั้นภายใน 15 วัน
เราเอาป้ายแต่จนป่านนี้ยังไม่ได้ไปรับเลย

.....

เรื่องของเอกสารครบก็หมดห่วงไปลุ้นเอาดาบหน้าว่าจะมีปัญหาอะไรมั้ย
จากนั้นก็ออกเดินทางซิค่ะ รออะไร
ทริปนี้เราไม่ได้วางแผนอะไรเลยนอกจากการจัดการเรื่องเอกสาร
แม้กระทั่งเรื่องเอกสารเราก็ทำมันก่อนไปอาทิตย์เดียวค่ะ
เดชะบุญมากๆที่ตอนนั้นพาสปอร์ตของเราได้ภายใน 3 วัน ก็เลยได้ไปก็คือคิดไว้แล้วว่าถ้าไม่ทันก็ยังไม่ไปก็ได้
บ้านเราอยู่กรุงเทพ แต่เราไม่ได้ขับรถยาวจากกรุงเทพฯ
ไปวังเวียงในทีเดียวหรอกนะคะ
พอดีพลขับเค้าไม่ใช่คนเหล็กเพราะฉะนั้นเราจึงแวะนู่นแวะนี่เรื่อยเปื่อยฉื่อยแฉะเริ่มจาก
เพชรบูรณ์ – เลย – หนองคาย – อุดร แล้วก็ไปโผล่วังเวียงนั่นแหละค่ะ
งั้นเราเริ่มจากจังหวัดหนองคายแล้วกันนะคะ ภาชนะ เอ้ย พาหนะของเรารับประทานแก๊สเป็นอาหาร
แต่เราเคยหาข้อมูลมาแล้วบ้างว่าที่ลาวไม่ค่อยมีปั๊มแก๊ส
เพราะฉะนั้นเราเลยอัดแก๊สจากหนองคายปั๊มที่ใกล้ด่านมากที่สุด
เติมเต็มถังซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเราสามารถดำรงชีวิตอยู่ที่วังเวียงได้ถึง 4 วันโดยไม่ต้องเติมน้ำมันใช้แต่อย่างใด
ส่วนเรื่องปั๊มน้ำมันไม่ต้องห่วงเลยค่ะมีเยอะเลย ปตท. ก็มีใครอยากทานกาแฟคาเฟ่อเมซอนก็มีที่นี่ด้วย
ของขายในปั๊ม ปตท. แทบจะเหมือนในไทยเป๊ะๆเลยหมูย่างข้าวเหนียว ผลไม้ ไส้กรอก
คือเหมือนแม้กระทั่งซุ้มขายของเหมือน copy ปตท. ที่ไทยมา paste ที่ลาวนี่เลยแหละ
พอเติมแก๊สเสร็จก็ขับรถไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง
หาที่จอดแถวๆหน้าด่านก่อนเพราะเราต้องเข้าไปเขียนเอกสาร
ยื่นเอกสารให้เรียบร้อยซะก่อน พอเสร็จเรียบร้อยเราถึงไปเอารถเพื่อขับไปที่ช่องสำหรับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถยนต์
ดูตัวเลขที่ตัวถัง เจ้าหน้าที่ก็จะพูดคุยสอบถามนิดหน่อย พอผ่านแล้วก็จะปล่อยตัวเราไป



อันนี้หันหลังมาถ่ายนี่คือด่านของฝั่งไทยนะคะ







ไปแล้วเล็ทสะโก



.....

หลุดจากด่านฝั่งไทยเราต้องมาที่ด่านฝั่งลาวต่ออีกหนึ่งด่านก่อนจะเจอตัวบอส นี่เข้าเมืองนะไม่ใช่เล่นเกมส์
พอถึงฝั่งลาวก็หาที่จอดรถไว้ก่อนเหมือนเดิมค่ะเพราะถ้าขับดุ่มๆเข้าช่องคุณก็ต้องถอยออกมาอยู่ดี
พอมาถึงฝั่งลาวจอดรถเสร็จคุณจะเห็นห้องแถวเล็กๆ อยู่ฝั่งขวาเมืองตรงนั้นจะมีบริษัทประกันเราจะต้องไปซื้อประกันภัยของลาว
ให้เรียบร้อยก่อนนะคะ เพราะถ้าเข้าไปทำเรื่องก่อนคุณก็ต้องมาอยู่ดี จอดรถเสร็จก็ไปซื้อไว้ก่อนเลยค่ะ



จากนั้นก็นำเอกสารจากฝั่งไทยเช่นใบเสียภาษี พาสปอร์ตคน พาสปอร์ตรถ ประกันรถยนต์
เอาไปยื่นที่ช่องตรงด่านช่องไหนก่อนจำไม่ได้แล้วนะคะ ถามเจ้าหน้าที่เอาก็ได้เพราะตอนนั้นงงๆ
เพราะถามอีกคนชี้ไปทางนู้นก่อนอีกคนบอกไปทางนี้ก่อนเลยจำมาบอกไม่ได้
และถ้าเราพึ่งเคยนำรถเข้า สปป.ลาวเป็นครั้งแรกเราจะต้องไปให้หัวหน้าของด่านฝั่งลาวเซ็นเอกสารให้ซะก่อนนะคะ
ซึ่งต้องเดินไปที่ห้องด้านหลังคือถามๆ เอาแหละค่ะเพราะก็งงอีกเช่นกันจะถ่ายรูปมาก็เสียเวลาเลยไม่ได้ถ่าย
เข้าไปคุณหัวหน้าก็จะถามเป็นพิธีว่าไปไหนยังไงอยู่กี่วันจะกลับวันไหน
เราก็ต้องไปตามตรงนั่นแหละค่ะ เสร็จแล้วก็ออกมายื่นเอกสารต่อ
พอทำเรื่องเอกสารเสร็จก็ไปเอารถมาขับเข้าช่องตรวจรถยนต์
เหมือนที่ฝั่งไทย เจ้าหน้าที่จะตรวจทุกคันพอเรียบร้อยก็เล็ทสะโกกันเลย



.....

ขับข้ามช่องตรวจมาเราก็หาที่แลกเงินก่อนค่ะพอดีช่วงที่เราไปเป็นวันหยุดราชการธนาคารที่ด่านก็ปิดหมด
เราเลยต้องไปแลกเงินที่ร้านค้าในนั้นแลกมา 700,000 กีบ
อูยยยรวยจัง กลับไทยไปดาวน์บ้านเลยดีมั้ย 55555555
เสร็จแล้วไปซื้อซิมโทรศัพท์ค่ะเพื่อหวังไว้ว่าจะได้เล่นอินเทอร์เน็ตทุกวันที่อยู่ที่นี่ได้ แต่!!!!!!!
กว่าจะเปิดใช้ได้มันลำบากลำบนจนปวดหัว สุดท้ายต้องเข้าศูนย์ m phone ให้เจ้าหน้าที่เค้าเปิดบริการให้
สุดท้ายเล่นได้แปบเดียวเมื่อไม่มีอินเทอร์เน็ตชีวิตเราก็ติดขัดนิดหน่อยเพราะเราไม่มีแผนที่
คือเราหวังจะพึ่ง google map ไงแต่ผิดแผนเน็ตใช้ไม่ได้แล้วยังไงละ แผนที่ก็ไม่มีจะบ้ารึไง
ขับรถไปต่างประเทศไม่ซื้อแผนที่มาแต่เดชะยังมีบุญพึ่งรู้เหมือนกันว่าโทรศัพท์ของเรา
ถึงไม่มีเน็ตก็ยังสามารถใช้เป็น GPS ได้ มันสามารถหาตำแหน่งได้ว่าเราอยู่ตรงไหน
เราก็เลยอาศัยดูแผนที่แบบออฟไลน์ในโทรศัพท์นี่แหละค่ะก็ดูไปเรื่อยๆ
เรียกว่าห้ามคลาดสายตาโชคดีที่ทางไม่ค่อยซับซ้อนตรงๆอย่างเดียว
แยกไม่ค่อยเยอะถ้าเป็นแบบบ้านประเทศไทย
เราคงหลงแหลกลาญไปแล้วละคะ กว่าเราจะออกจากด่านตรวจคนเข้าเมืองลาวก็สี่โมงเย็น
พอขับรถออกมาก็เริ่มเย็นเริ่มมืดบรรยากาศก็เริ่มตึงเครียดเพราะคนขับเครียดเพราะต้องขับรถเลนขวา
แถมคนที่ลาวก็ขับรถก็โหดมาก อยากแซงก็แซงอยากเลี้ยวก็เลี้ยวเลย
คือถ้ามาขับแบบนี้ที่ไทยอาจมียิงกันตายแน่นอนแถมฟ้ายังเริ่มมืดอีกตั้งหากขับไปเครียดไปเราก็เครียดด้วย
ต้องดูแผนที่ตลอดห้ามหลงถ้าหลงคงฆ่ากันตายในรถเป็นแน่
แต่สุดท้ายพอเห็นป้ายก็โล่งใจมากกกกกกกกในที่สุดชั้นก็ถึงสักที

.....

แต่ๆๆ ความลำบากยากเข็นยังไม่หมดเพียงเท่านี้จำได้มั้ย
ในตอนแรกเราอธิบายแต่วิธีเตรียมเอกสารต่างๆเพื่อเดินทาง
แล้วที่พักละ? ก็ไม่มีนะซิเราไม่ได้จองที่พักมาด้วยความชะล่าใจแท้ๆ
คืนนั้นหาห้องพักอยู่ครึ่งคืนเที่ยงคืนแล้วยังหาห้องพักไม่ได้
เห็น backpacker กลุ่มนึงแบกกระเป๋าเดินทางห้องอยู่เหมือนกันเห็นแล้วสงสารเลย
ขนาดเราขับรถหายังเหนื่อยเพลียจะรับขึ้นรถก็ไม่ได้
ไม่มีที่เลยของเยอะมาก สุดท้ายไปเจอป้ายบังกะโลแห่งหนึ่งต้องขับรถเข้าซอยไปเปลี่ยวและลึกมืดมาก
ไม่อยากพักเลยแต่ก็ต้องพัก คืนละ 300 บาท ถูกสุดๆ
ดีทีเรามีถุงนอนเอาไปปูนอนอีกทีคืนนั้นก็หลับเป็นตายเพราะเหนื่อยมากๆ
ตอนนั้นให้นอนข้างทางก็คงหลับอ่ะมันเหนื่อย เห้อผ่านไปหนึ่งคืนแบบเหนื่อยล้าสุดๆ

.....

ฟ้าสว่างแล้ว...ตื่นปุ๊บเราก็เก็บกระเป๋าเพราะไม่อยากนอนที่นี่นาน พออกมาข้างนอก
เออไอ้บรรยากาศที่น่ากลัวเมื่อคืนคือมันไม่ใช่เลยความมืดนั่นเองที่ทำให้เรากลัว
ถ้ามาถึงก่อนมืดคงไม่รู้สึกไม่ดีแบบนี้ที่จริงบังกะโลอยู่ข้างโรงเรียนเลยด้วยซ้ำ
ตอนเช้าคนเลยเด็กนักเรียนเยอะมาก กำลังออกจากโรงเรียนน่าจะกลับไปทานข้าวที่บ้านแน่ๆเลย
เดาเอานะ เพราะไม่น่าเลิกเรียนเร็วขนาดนี้ คนที่นี่เค้าชิลมากเลยนะ
เด็กๆนี่ปั่นจักรยานเรียงกันห้าคันคุยกันเฉยเลย 5555555 รถก็ขับตามไปซิ
รอไม่ได้อยากแซงก็แซงไปเลย เด็กบางคนขี่ๆจอดกลางถนนเลยเราก็ดูเค้าทำอะไร
แกะลูกอมกินซะงั้นนะ 555555555 ขับรถที่นี่อย่าใจร้อนนะคะ



แหนะๆ นี่ปั่นตามจีบสาวเดี๋ยวฟ้องคุณครูเลยเดี๋ยวเหอะ



วันแรก
หลังจากออกมาจากที่พักเราก็ไปหาอาหารเช้าทานกันก่อนวันแรกงงๆอยู่
เดินไปเรื่อยเจอ "จำปาลาว" ที่จริงเค้าเป็นรีสอร์ทแต่ก็มีชุดอาหารเช้าขายค่ะไปทานได้
ร้านวิวดีมากคนไทยรู้จักที่นี่เยอะ เจ้าของก็เป็นคนไทยด้วย

















จริงๆที่นี่น่าพักแต่ห้องเต็มน่าจะเต็มยาวๆเลย ใครอยากไปก็จองล่วงหน้ากันหน่อยนะคะ
ตัดสินใจไม่ผิดที่มาทานอาหารเช้าร้านนี้ดูวิวซิสุดยอด
ถ้าใครอยากพักแต่ห้องเต็มตอนเช้าแวะมานั่งทานอาหารที่นี่ก็ได้นะแค่นี่ก็สุดยอดแล้ว









บ้านพักจะมีบ้านหลังที่เรานั่งทานอาหารเช้ากับกระต๊อบน้อยด้านล่างนั่น





ต้องเดินข้ามสะพานไม้เล็กนั่นไป ตามพี่หมาไปเลย





ท่าพ่อหนุ่มคนนี้นั่งดูแล้วชิวจริงๆ



วันนี้คิดไว้จะไปบลูลากูนกับถ้ำจังไปๆมาๆ นั่งแช่อยู่ที่บลูลากูนนานมากก็เลยไม่ได้ไปถ้ำจังแล้ว
ทางเข้าบลูลากูนเราต้องข้ามสะพานแขวนไปตรงนี้ต้องเสียเงินค่าข้ามสะพาน 5 บาท
และมีค่าเข้าบูลลากูนอีก 40 บาท และมีค่าเช่าไฟส่องทางในถ้ำที่ถ้ำปูคำอีก 40 บาท
แล้วก็ขับรถตรงไปเจอสามแยกเลี้ยวขวาตรงไปเรื่อยๆ จะมีป้ายบอก









ระหว่างทางขับรถเข้าไปเป็นทางลูกรังจะเข้าไปชีวิตก็ต้องคลุกฝุ่นนิดหน่อยนะคะ
มีหลายคนใช้วิธีขี่จักรยานก็ตามสภาพนะคะทุลักทุเลเกรอะกรังกันตามระเบียบ
เห็นแล้วก็สงสารเพราะฝุ่นเยอะมว๊ากกกกกแถมทางยังขระขรุทรมานสังขารตรูดมากค่ะ
บางคนขามาขี่จักรยานขากลับต้องเรียกรถกลับเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าเป็นฝีมานี่ฝีแตกแน่นอนอ่ะค่ะ ^_^
คือเข้าใจว่าขี่จักรยานมันชิวดูสโลว์ไลฟ์แต่ถ้าสงสารสังขารบั้นท้ายก็เหมารถมาเถอะ
ไม่แพงหรอกหรือเช่ามอเตอร์ไซค์ก็น่าจะดีกว่าเพราะระยะทางก็ไกลอยู่ ด้วยรักและหวังดี













และยิ่งถนนช่วงนี้ละก็ หืมมมมมม สงสารทั้งบั้นท้ายและโพรงจมูกเลย
อย่าลืมพกผ้าปิดจมูกกันไปด้วยนะคะ



หลังจากขับรถมาก็ดูรถราไม่เยอะเท่าไหร่แต่พอเข้าไปบลูกลากูน โอ้ววววว แม่เจ้า
ที่นี่มีงานวัดหรือไรรถจอดเพียบมีเวทีดนตรีมรสพมีงานสมโภชเมืองที่นี่เหรอ?
แหมเคยดูรีวิวมาบรรยากาศช่างชิวเหลือเกิน แต่บัดนี้....ไปดูภาพกันเลยดีกว่า







ครึกครื้นดีจริงไม่เหงาเลยมีเพลงบรรเลงตลอดเวลาที่นั่งหลบหลังรถกินปลาหมึกย่าง
ริมสระบลูลากูนมันก็ดีแต่จะดีถ้าคนน้อยกว่านี้นะ 5555555



เราเลยไม่ได้กระโดดน้ำเลยคนเยอะเกินขี้เกียจไปต่อแถว









ไหนๆ ก็มีร้านรวงมาเปิดมากมายเราก็เลยไปนั่งจกส้มตำลาวกันหน่อยมาถึงลาวไม่กินส้มตำได้ไงใช่มั้ย
(คืออยู่ไทยไม่กินว่างั้น?)
ราคาก็ไม่แรงเท่าไหร่จานละหมื่นสองหมื่นเอง กีบนะคะ ขนหน้าแข้งดิฉันไม่ร่วงหรอก





ตำบักหุ่งของเรามาแล้วน้ำลายแตกส้มตำที่นี่เค้าจะใส่กะปิด้วย
เห้ย อร่อยดีขนาดแฟนเรายังชอบเลยกลับมาเมืองไทยยังติดใจหาส้มตำแบบนี้กิน
แต่ก็ไม่มีลองตำเองก็ไม่เห็นอร่อยเท่าสงสัยต้องขับรถไปกินอีก







นั่งจก เอ้ย! นั่งกินสักพักก็หากิจกรรมทำนิดหน่อยตรงบลูลากูนเนี่ยจะมีถ้ำอยู่ถ้ำนึงค่ะชื่อ
“ถ้ำปูคำ” ต้องเดินตะเกียกตะกายขึ้นเขาไปนิดหน่อยมองด้วยสายตาไม่คณามือดิฉัน
แต่พอเดินเท่านั้น...ฉันไม่ไปแล้วได้มั้ยอ่ะ โถ๋ๆๆ แล้วยังกล้าคิดจะไปพิชิตดอยหลวงเชียงดาว
เลิกม่ะความคิดนี้อ่ะ ระหว่างพักเหนื่อยหอบอยู่นั้นเห็นคนกลุ่มนึงเดินขึ้นมาแล้วก็เดินตัดไปบนเขา
เอ...เค้าไปทำอะไรกันน๊า อ๋อไปเล่นฟายอิ้งกิบบอนกันน่ะเอง
จริงๆก็อยากเล่นนะแต่เห็นคิวแล้วถอดใจเลยคิวยาวไปถึงเขาเหลียงซานแล้วเนี่ยเราผิดเองที่มาผิดเวลาไปหน่อย









ในที่สุดก็ถึงในถ้ำปูคำจะมีพระนอนอยู่ในถ้ำ อ้อๆลืมบอกก่อนขึ้นจะมีร้านสำหรับให้เช่าไฟส่องกบ
ไฟที่คาดที่หัวน่ะเช่าก็ดีนะคะแต่ถ้าไม่เช่าก็ได้ถ้าคุณจะไม่เดินเข้าไปข้างในถ้ำ
เพราะในนั้นมืดมากไม่เห็นอะไรเลยแหละ แล้วก็ไม่มีอะไรเลยด้วยแต่เราก็เดินไปนะเพราะไหนๆก็มาแล้ว













ส่องไปในถ้ำไปเจอจิตรกรรมฝาผนังยุคก่อนประวัติศาสตร์??? ใช่เหรอ???
ไม่น่าใช่อ่ะค่ะ พอมาเจอถ้ำปูคำนี่เรารู้สึกสึกภูมิใจในการท่องเที่ยวบ้านเราเลยค่ะ
จากที่ด่าๆกันว่าประเทศไทยไม่รักษาธรรมชาตินู่นนี่นั่น พอมาเจอพี่ลาวเข้าโอ้โห
ผนังถ้ำนี่จิตรกรรมเพียบ และถ้ำหินงอกหินย้อยเราไม่ควรไปแตะใช่มั้ยค่ะ
เพราะหินมันจะหยุดเติบโต แต่ที่นี่จับกับมันเลยค่ะและผิวถ้ำที่มันวิ้งๆมันก็ไม่วิ้งแล้วหมดความสวยงามเลย
เห็นแล้วเสียด๊ายเสียดายมาก ก็ได้แต่ภาวนาอย่าให้ไทยไปถึงขั้นนั้นเลยนะคะ



กว่าจะกลับก็สี่โมงเย็นคืออยู่ที่นี่กันทั้งวันนั่งๆนอนๆริมบลูลากูนนั่นแหละ
อากาศมันดีค่ะช่วงที่ไปจะเย็นๆหนาวๆเลยนั่งได้นานเลยก็ดีชิวดีไม่ต้องรีบอะไร





พอออกจากบูลลากูนเราไปนั่งเล่นที่ริมแม่น้ำซองตรงบาร์หน้า Other side bungalow
หลายๆคงรู้จักที่นี่ใครมาก็ต้องเคยเห็นแน่นอนซุ้มไม้ไผ่บนแม่น้ำซองแบบนี้







เรานั่งอยู่นานเลยนานมากจนลืมไปคืนนี้นอนไหน???? นั่นซินอนไหน
พอรู้แล้วเราก็...ไม่ได้รีบนั่งเล่นต่อไปก็วิวมันสวยอากาศมันดีมากก็เลยไม่อยากไปไหน























ช่วงเย็นๆแบบนี่บอลลูนจะขึ้นฟ้าทำให้ตอนวิวสวยขึ้นเป็นกอง
จิตนาการตามนะแสงอ่อนๆยามเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกกับอากาศอุณหภูมิประมาณ 12 องศา
ริมแม่น้ำซองมองขึ้นไปบนฟ้ามีบอลลูนอันใหญ่ลอยอยู่พร้อมจิบเบยลาวมันจะเพอร์เฟคไปมั้ย....
ถ้าไม่นับเรื่องยังไม่มีที่นอนคืนนี้อ่ะนะ 555555555

















ช่วงเย็นๆเรือคายัคกับล่องห่วงยางรอบท้ายๆ ก็จะกลับมาถึงตรงจุดนี้กันแล้ว
ตรงนี้จะเป็นจุดสิ้นสุดของหลายๆเจ้าบางเจ้าก็เลยไปหน่อย
แต่ถ้าเลยไปมากกว่านั้นก็หาทางกลับเอาเองแล้วกันนะคะ 5555555







เรานั่งกันจนฟ้ามืดคาตากันเลยค่ะชอบมากๆพูดแล้วก็คิดถึง











ถึงตอนนี้วังเวียงจะเปลี่ยนไปมาก (จากคำให้การของหลายๆคน)
แต่ธรรมชาติก็ยังคงสวยงามอยู่ ถ้าใครมาถามเราว่าวังเวียงน่าไปมั้ย
เราก็คงแนะนำว่าให้ไปค่ะ แต่ควรหลีกเลี่ยงช่วงเทศกาลที่คนเยอะๆแล้วบรรยากาศจะดีขึ้นเป็นกอง


วันที่ 2
ผ่านไปหนึ่งคืนแล้วที่วังเวียง สงสัยมั้ยเมื่อคืนเรานอนที่ไหนถึงไม่สงสัยก็จะบอก
เมื่อคืนเราเข้าไปถามที่ ohter side bangalow ปรากฏว่าก็ว่างอยู่
แต่เราไปเจอพี่ชายชาวไทยคนนึงเค้ากระซิบบอกมาว่าถ้าเค้าคิด 600 อย่าเอานะบอกว่าไม่เอามันแพงเกินไป
เราก็เชื่อค่ะเราก็เลยบอกคนที่รีสอร์ทไปว่าเราขอกางเต้นท์ได้มั้ย ฮ่าๆๆ
งงซิงงตูเปิดรีสอร์ทแต่เอ็งมาขอกางเต้นท์ แต่เสียเงินนะคะเราก็จ่ายไปเพราะว่าห้องพักเค้าจริงๆก็ไม่มีอะไรเลย
มีแต่ห้องเปล่าๆห้องน้ำก็รวม เราก็เลยคิดว่าเรานอนเต้นท์สบายใจกว่าค่ะเป็นที่ที่คุ้นเคย
ไม่ว่าจะไปกางตรงไหนก็ตาม เมื่อคืนเราเลยกางเต้นท์นอนมันซะเลย ฟินสุดๆได้กางเต้นที่วังเวียง



ที่นี่ห้องจะค่อนข้างเก่าแต่ตอนนี้เห็นสร้างห้องใหม่แล้วอยู่ด้านหน้าสุดติดแม่น้ำซองเลย
เท่าที่ดูมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่น่าจะดีกว่าห้องเดิมมาก







มาเที่ยวที่อากาศดีๆแบบนี้ก็ขอตื่นเช้ามาสูดอากาศบริสุทธิ์กันหน่อย
ตอนกลางคืนนี่หนาวมากนะคะดีที่เอาถุงนอนกับเสื้อหนาวไปเต็มที่ไม่งั้นคงหลับไม่ลง
ตื่นเช้าบรรยากาศดีค่ะคนน้อยดีเดินเล่นชิวๆสบายๆ











ตอนเช้าๆถ้าตื่นเช้ามากๆ จะเห็นหมอกบางๆลอยอยู่เหนือผิวน้ำซองสวยมาก







เราเดินลัดเลาะแม่น้ำซองไปเรื่อยๆจนถึงสะพานที่ข้ามไปบูลลากูน อากาศดีมากจริงๆ
บางคนก็วิ่งจ๊อกกิ้งแหมถ้าวิ่งแบบนี้ทุกวันสุขภาพคงดีทั้งจิตใจและร่างกายเลย
ถ้าอยากสัมผัสยอมตื่นเช้าเถอะขอร้อง













ระหว่างทางเดินเราเจอรีสอร์ทแห่งนึงอยู่ไม่ไกลจาก Ohter side bangalow
บรรยากาศน่ารักดีจังเลยค่ะ แนะนำเลยนะคะน่าพักจริงๆ มาคราวหน้าที่นี่น่าจะอยู่ในลิสเลย
ถ้าเทียบกับรีสอร์ทที่อยู่ฝั่งเดียวกันนี้ ที่นี่ดูน่าพักกว่าเยอะเลยค่ะ
ขออภัยเราจำชื่อไม่ได้เดี๋ยวถ้าค้นพบแล้วจะมาเพิ่มเติมให้นะคะ







ที่ข้างๆ Ohter side bangalow มีรีสอร์ทด้วยชื่อ บังกะโลคลิฟวิว
ภายนอกดูโอเคแต่ภายในไม่รู้เหมือนกัน
แต่น่าจะดูดีกว่าห้องแบบเก่าของ Ohter side bangalow แน่นอน





ส่วนแผนวันนี้คือกะว่าจะไป “ถ้ำจัง” กับพายเรือคายัคค่ะ
ตื่นแล้วก็ออกสตาร์ทให้นอนสต๊อปเลยทันที (เพลงบอกวัย)
ระหว่างทางแวะกินข้าวเปียกเพิ่มพลังกันก่อน
ข้าวเปียกที่นี่มันดูไม่มีอะไรเลยเน๊าะเหมือนมีแต่เส้นกับน้ำ 55555
แต่เรากลับชอบอ่ะอร่อยดี







ขับรถแปบเดียวก็ถึงแล้วถ้ำจัง ทางเข้าก็มีฝุ่นพอกรุบกริบ
ถ้าขี่จักรยานก็ทำใจตามระเบียบแต่คงไม่หนักหนาสำหรับนักท่องเที่ยวขาลุยเพียงแค่เตรียมผ้าปิดจมูกมาก็พอ
และตรงนี้ต้องเสียค่าข้ามสะพานอีก 8 บาท
ที่ลาวนี่เก็บค่าผ่านทางนู่นนี่นั่นยิบย่อยเยอะจริงๆอย่างที่เคยได้ยินคำล่ำลื่อมา



ทางเข้าถ้ำจังเราจะผ่านเข้าไปทางวังเวียงรีสอร์ทและก็ต้องเสียค่าเข้าอีกค่ะ [:อมยิ้ม20:]



เข้ามาแล้วก็เดินผ่านสะพานส้ม signature ของที่นี่เข้าไปเลย









ก่อนทางขึ้นเข้าไปชมถ้ำจังให้เดินเลี้ยวซ้ายไปทาสะพานเล็กๆสีส้มๆก่อน
ตรงนั้นจะมีธารน้ำคิดว่าน่าจะไหลออกมาจากถ้ก น้ำใสมากๆเลย น่าเล่นมากแต่ไม่มีคนเล่นเลย





และแล้วเมื่อเราเดินมาถึงทางขึ้นไปถ้ำจัง เราก็จะโดนเก็บค่าเข้าอีกกกก..รอบ
ราคาคนละ 65 บาท





ถ้ำจังเป็นถ้ำขนาดเกือบใหญ่มั้งที่นี่ไม่ต้องเช่าไฟส่องกบเพราะสว่างไสวมีไฟตลอดทางในถ้ำเลย
เกิดมาพึ่งเคยเข้าถ้ำที่มีจัดแสงแบบนี้ครั้งแรกเลยนะส่วนมาจะไปที่แบบมืดๆ
มันดูอลังดีนะเหมือนในหนังจักรๆวงศ์ๆ เลยเวลาพระโอรสไปหาพระฤาษีอะไรประมาณนั้น









ข้างล่างจะมีศาลาเล็กๆมีพระพุทธรูปตั้งอยู่ไว้ให้เราได้กราบไหว้ มีเซียมซีด้วยขอเสี่ยงหน่อยนะ
เค้าบอกว่าถ้าเราเสียงเซียมซีแล้วได้ไม่ดีให้เก็บไว้ที่วัดเลยใช่มั้ยค่ะ
เอ่ออออ แล้วของเรามันดีหรือไม่ดีละเนี่ย อ่านไม่ออก





ตรงทางเข้าแถวๆสะพานแขวนสีส้มจะมีซุ้มมาขายอาหารกันอยู่
มีปาลูกโป่งเหมือนที่กรุงเทพเลยก็เลยจัดไปซะหลายดอก ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง









วันนี้ตั้งปนิธานไว้อย่างแน่ชัดว่าเราจะหาที่พักนอนดีๆสักคืนขออาบน้ำอุ่นหน่อยเหอะ
เพราะฉะนั้นหลังออกจากถ้ำเราก็ไปหาที่พักก่อนอันดับแรกเลยแต่ก็ใช่ว่าจะหาง่ายนะคะยังเต็มอย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายมาเจอที่นึงไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำซองอย่างที่ตั้งใจแต่ก็ใกล้ๆแม่น้ำนะแหละพออภัย
แถมมีศาลอยู่หน้าห้องเป็นของแถมคือดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้นะอันนี้แต่ก็แอบน่ากลัวอยู่ไปตั้งที่อื่นไม่ได้รึไงฟร่ะ
ชื่อ "เลอ ชาร์แดง ออร์แกนิค เกสท์เฮาส์" คืนละ 1,000 บาท สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันห้องสะอาดดี













เช็คอินเสร็จก็เข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมไปพายคายัคกัน
เราเดินไปคุยกับเจ้าของที่พักก็บอกว่าเราจะไปพายคายัคถามว่ามีเจ้าไหนแนะนำมั้ย
เค้าเลยบอกว่าน้องชายเค้าทำอยู่เดี๋ยวให้มารับ ราคาคนละ 350 บาท เราก็เลยโอเคเพราะขี้เกียจไปเดินหา
และราคามันก็ประมาณนี้แหละรออยู่ที่รีสอร์ทแปบเดียวรถก็มา
เราต้องนั่งรถขึ้นไปทางต้นๆแม่น้ำค่ะเพื่อจะได้ล่องกลับมาตรงที่รีสอร์ทนี้พอดีเป็นจุดสิ้นสุดพอดี
ตอนนั่งรถไปผ่าน บขส. ด้วย



นั่งรถไม่นานก็ถึงจุดสตาร์ทแล้ว แค่วิวตรงนี้ก็สวยแล้วนะพายไปจะสวยแค่ไหนเนี่ย









เจ้าหน้าสอนวิธีเสร็จสรรพก็ออกเรือพร้อมกันใครพายไม่เป็นเจ้าหน้าที่เค้าก็จะแบ่งมาอยู่ด้วยนะคะ
แล้วก็จะพายเป็นกลุ่มไม่ใช่ว่าเราอยากจะชิวของเราอยู่คนเดียวไม่ได้นะเค้าจะรอ



บรรยากาศดีทีเดียวกิจกรรมนี้ และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาวังเวียงด้วยประการทั้งปวง
ใครอยากนั่งห่วงยางลอยตุ๊บป่องก็ได้นะแต่อากาศตอนเราไปมันหนาวก็เลยไม่ไหวพายเรือดีกว่า









จุดไคลแม็กซ์ของกิจกรรมนี้คือการแวะซื้อเบียร์ริมทาง
ใช่ค่ะริมทางที่พายเรือหรือล่องห่วงยางผ่านนั้นแหละแล้วก็จิบเบียร์ไปพายไป
สรุปทริปนี้จะหมดค่าเบียร์มากกว่าค่าข้าวนะคะ



เราว่าเริ่มพายประมาณบ่ายสามนี่กำลังดีค่ะพายเสร็จก็เย็นพอดีแดดไม่ร้อนแสงสวยอีกตั้งหาก
สิ้นสุดเส้นทางพายเรือคายัคตรงถาวรสุขรีสอร์ท
เราก็เดินกลับเพราะรีสอร์ทเราก็อยู่ตรงนี้เหมือนกันก็เลยเดินถ่ายรูปเล่นๆ ก่อนกลับห้อง















[center]อาบน้ำอาบท่าเสร็จก็ออกไปดินเหนียว เอ้ยดินเนอร์กันวันนี้มีร้านเล็งไว้แล้ววันนี้ขอกินดีนอนดีสักหน่อยแล้วกัน
เลยไปนั่งที่ร้านอาหารที่ "ริเวอร์วิว บังกะโล"
ราคาแพงอยู่เหมือนกันค่ะแต่วิวดีเพราะอยู่ตรงโค้งน้ำพอดีเลยเห็นวิวแบบกว้างๆ
"ริเวอร์วิว บังกะโล" น่าสนใจทีเดียวเพราะจุดนี้วิวสวยอย่างที่บอกเอาไว้คราวหน้ามาอีกจะจองล่วงหน้าสามปีเลย











วันที่ 3
เช้าวันสุดท้ายเรายังตื่นเช้าเหมือนเคยและเดินไปที่แม่น้ำซองเหมือนเมื่อวาน
วันนี้มีหมอกลอยเหนือผิวน้ำอากาศหนาวกว่าเมื่อวาน
บนท้องฟ้าเราเห็นบอลลูนลูกใหญ่อยู่ใกล้เรามากอย่างกับจะชนบ้านคนอย่างนั้นแหละ









ร้านกาแฟร้านนี้เปิดแต่เช้าเลย



บีทาเก้นทำให้คุณขับถ่ายดีขึ้น



ตรงนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สามแยกสำคัญมีอาหารและของกินเพียบ
ตามภาพเลี้ยวซ้ายจะเป็นทางลงไปแม่น้ำซองข้ามไป Ohter side bangalow แถวนั้น
เลี้ยวขวาจะวนก็จะอยู่ในวังเวียงมีที่พักร้านอาหารผับ หมูกระทะในตอนกลางคืน







หน้ามินิมาร์ทนี้เป็นจุดขึ้นรถโดยสารมีคนแบกกระเป๋ามารถอยู่แต่เช้าเลย



เดินเล่นเสร็จเราก็เตรียมเดินทางกลับแล้วค่ะหนทางยังอีกยาวไกลนักกว่าจะกรุงเทพเมืองฟ้าอมร
วันนี้เป็นวันแห่งการบอกลา “วังเวียง” ด้วยคำที่บอกว่าเราจะมาพบกันใหม่และเราจะมาพบกันอีก
คิดว่าจะมีโอกาสมาเจอกันใหม่นะ



ก่อนกลับเราแวะเวียงจันทน์เล็กน้อยไปเช็คอินที่ประตูไซยสักหน่อยถ้าไม่มาเหมือนไปไม่ถึงลาวยังไงไม่รู้
ไปชะโงกนิดนึงก็พอใจไหนๆก็ทางผ่าน












จบแล้วค่ะสำหรับทริปนี้ มีทั้งความตื่นเต้น ประทับใจมีแต่ความรู้สึกดีๆจริงๆสำหรับทริปนี้
ถึงจะตะกุกตะกักบ้างในวันแรก 55555555 แต่สนุกค่ะมาอยู่สักอาทิตย์สองอาทิตย์คงกำลังดี
ใครตัดสินใจอยู่ก็มาเถอะค่ะถึงใครจะบอกว่าที่นี่เปลี่ยนไปมาก (ก็คงจริง)
แต่ธรรมชาติที่นี่ก็ยังสวยอยู่เ

10 Comment

  1. Login First

    Comment

Same from Maysa 's share

Same from Maysa 's article

  • 0
  • 0
  • 58931
  • 0
  • 1
  • 1026
  • 0
  • 0
  • 2332
7
  • 0
  • 3
  • 3950
10
  • 0
  • 1
  • 1858
5
  • 0
  • 2
  • 1818
24
  • 2
  • 3
  • 2455
Article
ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่
kannmanee: ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ Doi Ang Khang, Chiang Mai, Thailand หน้าหนาวทีไร..ใครๆก็ชอบมาอ่างขาง ความสวยงามเล่าขานต่อๆกันมา บ้างก็ว่าสวยจับใจ บ้างก็ว่า "อ่างขางหนาวมาก" บางที..ทางโหดดดดดสุดๆ!! เอาเป็นว่า…
  • 1
  • 0
  • 763
Article
ดอยอินทนนท์
lomlae: [table=319] เสียงโทรศัพท์ดังตอน 8 โมงเศษๆ ยังแต่งตัวไม่ทันเสร็จไกด์ที่นัดไว้ก็โทรตามซะแล้ว "สวัสดีค่ะพี่ เรามีนัดกันตอน 9 โมงเนอะ" ปากคุยไปมือก็รีบยัดของใส่กระเป๋า "ครับ แต่นี่ม…
  • 0
  • 0
  • 338
50
  • 2
  • 2
  • 7553
89
  • 0
  • 5
  • 22453
  • 0
  • 0
  • 4580
11
  • 0
  • 0
  • 609
  • 0
  • 4
  • 2443
  • 1
  • 0
  • 439
  • 0
  • 0
  • 546
  • 0
  • 0
  • 1769
  • 0
  • 1
  • 14152
  • 0
  • 0
  • 3246

Keyboard Shortcuts: L OR F like

กลับสู่ด้านบน